สรุปสถานการณ์ ๓ + ๑ จชต.
๑ – ๓๑ ม.ค.๕๔

         ความเป็น“ไทยพุทธ” กำลังถูกรุกไล่อย่างหนัก และอย่างน่าวิตกอย่างยิ่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและไม่เป็นรูปธรรม และทั้งใน ๓ จชต. และนอกจชต.โดยเฉพาะที่ เขตหนองจอก กทม. อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นตามลำดับ โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการมุ่งเอาชนะทางการเมืองเพื่อให้ พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลกลับมาเป็นรัฐบาลให้ได้อีกครั้ง ทำให้รัฐบาลละการบริหารประเทศ และพร้อมที่จะตอบสนองทุกความต้องการเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ประกอบกับชัยชนะของกลุ่มก่อเหตุซึ่งอ้างการรื้อฟื้นรัฐปัตตานีต่อสัญลักษณ์ของรัฐไทยและไทยพุทธ เมื่อ ๑๙ ม.ค.๕๔ ได้สร้างความภาคภูมิใจ ความเชื่อมั่น และความศรัทธาให้กับแนวร่วม โดยเฉพาะการกลายมาเป็น“ฮีโร” ในสายตาของมลายูอิสลาม พร้อมๆไปกับการบั่นทอนขวัญกำลังใจ และสร้างความสะเทือนขวัญสำหรับกลุ่มคนที่อยู่ฝ่ายรัฐ/จนท. โดยเฉพาะ อส.อิสลาม
         การเคลื่อนไหวรุกไล่และการแสดงความเหนือกว่าไทยพุทธขององค์กรอิสลามกำลังเป็นไปอย่างบ้าคลั่งและต่อเนื่อง โดยใน ๓ +๑ จชต.แสดงออกด้วยการไล่ล่าฆ่า และยึคที่ดินทำกินของคนไทยพุทธ จนส่งผลให้ความสูญเสียของคนไทยพุทธเท่าที่รวบรวมมีจำนวน ๖๙ ราย สูงกว่าอิสลาม ซึ่งมีความสูญเสียจำนวน ๕๑ ราย จากการก่อเหตุทั้งหมดที่รวบรวมได้๖๔ เหตุการณ์ ส่วนในกทม.ด้วยการเสาะหาเหตุความขัดแย้งเพื่อนำมาปลุกระดมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของมลายูอิสลาม ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วที่ เขตหนองจอก เนื่องจากปรากฏว่าพุทธและอิสลามในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มแยกตัวออกจากกัน ตั้งแต่กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติเข้าไปปลุกระดมนักเรียนอิสลามในร.ร.มัธยมวัดหนองจอก จนความขัดแย้งลุกลามเข้ามายังสำนักงานเขตหนองจอกแล้วอย่างน่าวิตก เพราะมีการปลุกระดมความเป็นหนึ่งเดียวของอิสลามให้ทำลาย จนท.หญิงไทยพุทธแล้ว พร้อมๆไปกับการรุกเข้า discredit กรมการศาสนาด้วย ล่าสุดได้เข้าไปกดดัน ร.ร บ้านลำต้นกล้วย เพื่อสรุปว่าการมีผู้บริหาร ร.ร.หรือครูพุทธนอกพื้นที่เข้ามาสอนใน ร.ร. ที่มีนักเรียนอิสลามสร้างปัญหา เช่นเดียวกับที่ใช้อ้างใน ๓ จชต.
         สถานการณ์ที่ดูเหมือนวิกฤติหนักขึ้น ทำให้หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานต้องเร่งซื้อใจมลายูอิสลามอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะ ศอ.บต. ซึ่งนอกจากจะกวาดต้อนบัณฑิตอาสาเข้าไปจับจองตำแหน่งในสำนักงาน แล้วยังประกาศรับนักกฏหมายมลายูเพื่อมลายูอีกด้วย ขณะที่ รัฐบาลก็ยืนยันยกเลิก พ.ร.ก. ต่อไปไม่ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขนาดไหนก็ตาม
         แนวโน้มของปัญหา ในสภาวะที่รัฐบาลกำลังมีปัญหาในหลายเรื่อง ประกอบกับแนวร่วมมลายูอิสลามกำลังมีความอหังการ์จากการกลายเป็นฮีโร่แค่ข้ามคืน และการเสียขวัญของ จนท. ทำให้เชื่อว่าการรุกคุกคามความเป็นไทยพุทธในหลากลายรูปแบบ ทั้งในและนอก ๓ + ๑ จชต.น่าจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการโหนกระแสเพื่อจี้ ปล้น ฆ่า คนไทยพุทธ ของอาชญากรธรรมดาและด้วยความคึกคะนอง รวมทั้งการฆ่าล้างแค้นส่วนตัวในกลุ่มมลายูอิสลามด้วยกัน ที่สำคัญคือความพยายามกดดันให้มลายูอิสลามยุติการทำงานให้กับรัฐโดยการฆ่าเพื่อให้กลัวเกรงและทำร้ายเพื่อนฝูงเพื่อไม่ให้กล้าเข้าใกล้
          ทั้งนี้ สภาพของดินแดนเถื่อน ที่ปลอดอำนาจรัฐของ ๓ จชต. จะไม่ยุติตราบเท่าที่ ทหารยังไม่สามารถเรียกคืนศักดิ์ศรีกลับมาได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องระวังความผิดพลาดทั้งที่โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจให้จงหนัก โดยเฉพาะคำว่า “นายขอ” ซึ่งจะใช้ได้เฉพาะข้าราชการและที่สนิทสนมกันเท่านั้น หากเปรียบเสมือนเหยื่ออันโอชะของสื่อและผู้สื่อข่าว รวมทั้งกลุ่มเสื้อสีซึ่งกำลังเคลื่อนไหวต่อรองรัฐบาลอย่างหนักจะนำความพลาดพลั้งของ จนท.ไปใช้โจมตีเพื่อต่อรองกับรัฐบาล อีกทั้งยังต้องระวังการใช้ทหารที่ไม่ใช่ชาวพุทธออก “ทำงาน” ซึ่งนอกจากจะมีปัญหาการไม่ปฏิบัติแล้วยังได้นำคำสั่งไปปลุกปั่นชาวบ้านที่ไม่ใช่ชาวพุทธอีกด้วย

สถิติและนัยการก่อเหตุ
          การก่อเหตุในช่วง ๑-๓๑ ม.ค.๕๔ เท่าที่รวบรวมได้ สรุปได้ว่ามีการก่อเหตุ ๖๔ เหตุการณ์ เพิ่มขึ้นจาก ๔๙ เหตุการณ์ ในช่วงเดียวกันของ ธ.ค.๕๓ ทั้งนี้ จ.นราธิวาส มีการก่อเหตุมากที่สุด ๒๕ เหตุการณ์ โดย อ.ระแงะ มีการก่อเหตุสูงสุด ๘ เหตุการณ์ และ อ.สุไหงปาดี ๔ เหตุการณ์รองลงมาคือ จ.ปัตตานี ซึ่งมีผวจ. และ ผกก.เป็นอิสลาม มีการก่อเหตุ ๒๓ เหตุการณ์ โดย อ.ยะรัง มีการก่อเหตุมากที่สุด ๖ เหตุการณ์ ส่วน อ.เมือง มีการก่อเหตุ ๕ เหตุการณ์ ขณะที่ จ.ยะลา มีการก่อเหตุ ๑๔ เหตุการณ์ อ.เมือง มีการก่อเหตุสูงสุด ๗ เหตุการณ์ และ อ.รามันมีการก่อเหตุ ๕ เหตุการณ์ ส่วน จ.สงขลา มีการก่อเหตุ เพียง ๒ เหตุการณ์ ที่ อ.จะนะ และ อ.เทพา เท่านั้น ทั้งนี้การก่อเหตุทั้ง ๖๔ เหตุการณ์ แยกเป็นการลอบยิงตัวบุคคล ๔๘ เหตุการณ์ รองลงมาคือการวางระเบิด ๑๓ เหตุการณ์ การซุ่มยิง/ซุ่มโจมตี ๓ เหตุการณ์โดยไทยพุทธมีการสูญเสีย ๖๙ ราย แยกเป็นการเสียชีวิต ๒๖ ราย และบาดเจ็บ ๔๓ ราย สูงกว่าอิสลาม ซึ่งมีการสูญเสียรวม ๕๑ ราย แยกเป็นการเสียชีวิต ๒๓ ราย และบาดเจ็บ ๒๘ ราย

ข้อพิจารณา
         ๑. การก่อเหตุ มีนัยเพื่อสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุ่งต่อเป้าหมายของคนต่างเชื้อชาติ/ศาสนา โดยเฉพาะที่ จ.ปัตตานี ดังเช่น กรณีการเลือกจ่อยิงหญิงไทยพุทธ ซึ่งซ้อนมอเตอร์ไซด์มาด้วยกันกับหญิงอิสลาม เพียงคนเดียว โดยไม่มีการแตะต้องหญิงอิสลาม ที่ ม.๓ บ้านเขาดิน ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อ ๑๘ ม.ค. ๕๔ หรือการลอบวางระเบิดพระสงฆ์ที่ อ. โคกโพธิ์ เมื่อ ๒๘ ม.ค.๕๔
         ๒. การก่อเหตุมีการยึคอาวุธผู้ตายไปด้วยอย่างต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ยังขาดอาวุธประจำกาย เมื่อประกอบกับมีการทิ้งใบปลิวโจมตีสถาบันปรากฏใน อ.ธารโต ซึ่งห่างหายไปนาน ทำให้เชื่อว่ามีคนกลุ่มใหม่เดินทางเข้ามาในประเทศแล้ว และเกิดการบุกเข้าโจมตีค่ายพระองค์ดำที่ อ.ระแงะ เมื่อ ๑๙ ม.ค.๕๔ จึงเชื่อว่ากลุ่มคนที่เข้ามาใหม่น่าจะได้รับการฝึกการสู้รบมาแล้ว
         ๓. ความสำเร็จจากการที่สามารถย่ำยีศักดิ์ศรีของทหารไทยและคนไทยได้ ทำให้กลุ่มโจรกลายเป็นฮีโร่ในสายตาของมลายูอิสลาม ดังนั้นการก่อเหตุหลังการโจมตีค่าย จึงน่าเชื่อว่าบางส่วนน่าจะเป็นการทำตามกระแส และการฉวยโอกาสแย่งชิงทรัพย์สินของกลุ่มมิจฉาชีพ อาชญากร และฆาตกร
         ๔. การดักสังหารกลไกรัฐที่เป็นอิสลาม โดยเฉพาะ อส.ซึ่งถูกยิงแล้วถึง ๑๐ เหตุการณ์ สะท้อนให้เห็นความพยายามที่จะสะกัดกั้นการติดต่อและการชื่อมโยง/โยงใยระหว่างพุทธกับอิสลาม และความพยายามกดดันให้อิสลามซึ่งเป็นกำลังและทำงานด้านความมั่นคงถอยออกจากการร่วมมือ/ช่วยเหลือรัฐบาล ซึ่งเริ่มจาก ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งมีอิหม่ามมัสยิด ม.๒ บ.นาพร้าวเป็นแกนนำแนวร่วมในพื้นที่ มีการฆ่าอส.ซึ่งทำงานร่วมกับคนไทยพุทธหรือทำงานให้กับรัฐ ถึง ๒ คน ในเวลาเพียง ๒-๓ วัน เท่านั้น
         ๕. ชาวบ้านไทยพุทธอยู่ในภาวะที่เสียขวัญอย่างมาก ทั้งจากการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี การสังหารหมู่คนไทยพุทธที่ อ.ยะหา การถอดป้ายทางหลวง ที่ อ.กาบัง ตั้งแต่ ม.๑ บ.บันนังดามา ต.กาบังไปยัง หมู่บ้านชายแดนใน ต.บาละ

การเคลื่อนไหวของแกนนำและsympathizer อิสลาม การเมืองที่ยังไม่ลงตัว ประกอบกับความขัดแย้งภายในองค์กรศาสนาของอิสลาม ทำให้นักการเมืองต้องชะลอการเคลื่อนไหวเพื่อดูทิศทางลม ขณะที่ผู้นำศาสนาก็ต้องมุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งของตนเอง จึงไม่มีการเคลื่อนไหวที่ก่อปัญหา ดังนั้นผู้ที่ต้องประคองบทบาทของอิสลามให้ปรากฏอยู่ในสังคมของประเทศจึงตกเป็นหน้าที่ของสื่ออิสลาม ซึ่งเลือกใช้การศึกษาและศาสนามาเป็นเครื่องมือ/เป็นจุดขาย ซึ่งมีทั้ง
         ๑.) การปลุกระดมสร้างความแตกแยกระหว่างพุทธกับอิสลาม ทั้งนี้ ดูเหมือนว่า อ.หนองจอก กทม.ไม่น่าไว้วางใจแล้วเพราะการปลุกระดมของสื่อทำให้เกิดความหวาดระแวง และการแยกตัวออกจากกันแล้ว ที่สำคัญมีการปลุกให้ใช้กำลังกับคนที่มีความขัดแย้งกับอิสลามและทั้ง
         ๒.) การกดดันให้ถอดวิชาภาษาไทยออกจากการเรียนการสอนนักเรียนมลายูอิสลาม และให้ใช้ภาษามลายูถิ่นในการสอน
         นอกจากนี้ยังมีความพยายาม discredit องค์กรศาสนาพุทธ เพื่อเบี่ยงเบนความขัดแย้งในองค์กรอิสลาม อีกด้วย
         - BungarayaNews ๑๖ ม.ค.๕๔ ....แม่พิมพ์ที่สูญเสียชายแดนใต้ นโยบายรัฐกับวัฒนธรรมท้องถิ่น “….ความขัดแย้งในพื้นที่แต่เมื่อมาสังเกตแต่ละกลุ่มสาระแล้วความจำเป็นในการใช้ภาษาในการสื่อสารเพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจในเนื้อหา และเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์บางอย่างแล้ว กลุ่มสาระที่ ๑. กลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาไทย กับ ๗. กลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เท่านั้นที่เป็นภาษาที่แปลกปลอมที่เข้ามาในชีวิตนับตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนจนจบได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยออกมา …..แบบบูรณาการในชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความขัดแย้งที่มีต้นเหตุของปัญหาจากหลายปัจจัย ปัจจัยด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ ภาษา และศาสนา นับว่าเป็นเชื่อไฟอย่างดีในการจุดกระแสเพื่อสร้างความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้…….รัฐไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้การจัดการศึกษาวิชาศาสนานั้นลดลงหรือหมดไป รัฐควรแก้ไขปรับปรุงการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา โดยให้ใช้ภาษามลายูท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอนวิชาสามัญ ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการเรียนวิชาสายสามัญ เพื่อให้นักเรียนเหล่านี้มีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินทางเข้าไปในตลาดงานในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ แม้ว่ามีคำสั่งยุบ กอส. แต่ตลอดระยะเวลา ๖ ปีหลังจากตั้ง กอส. ยังไม่มีการนำข้อเสนอดังกล่าวมาใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างใด.....”
         - มุสลิมไทยดอทคอม ๒๕ ม.ค. ๕๔ เจ้าหน้าที่ สนง.หนองจอก พฤติกรรมงามหน้า ไล่นร.หญิงไปถอดหิญาบเพื่อถ่ายรูปทำบัตรประชาชน . “…….. ที่สำนักงานเขตหนองจอก ณ.เวลา ๑๓.๐๐น. เมื่อถึงขั้นตอนการถ่ายรูปสำหรับติดบัตรประจำตัวประชาชน ที่ช่องเบอร์ ๑๑ มีเจ้าหน้าที่สตรีซึ่งทำหน้าที่ในการถ่ายรูปเพื่อนำมาติดบัตร ได้แจ้งกับนักเรียนหญิง คุณโซเฟีย (นามสมมุติ) ให้เปิดผ้าคลุมหิญาบให้มากขึ้น เพื่อให้เห็นใบหน้ามากที่สุด ซึ่งคุณโซเฟีย ก็ได้ทำตามคำแจ้งของ จนท. …. หลังจากนั้น จนท.คนดังกล่าว ก็ตะคอกใส่ ด้วยน้ำเสียงที่มีอารมณ์ว่า “หากไม่ถอดผ้าคลุมหัว ก็จะไม่ถ่ายรูปให้” ….นางมัยมู กล่าวด้วยน้ำเสียงคลุมเครือว่า ลูกสาวเกิดความละอายเป็นอย่างมาก ขณะที่ถ่ายภาพ มีผู้ชายในสำนัก- งานมากมาย ที่จ้องมองเธอ กล่าวอีกว่า ลูกสาวไม่เคยเปิดศีรษะ ให้ชายใดได้เห็นมาเป็นเวลานานหลายปี นอกจากญาติมิตรที่บ้านและคนใกล้ชิดเท่านั้น….
          ผู้สื่อข่าวมุสลิมไทยจะสอบถามไปยัง ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตหนองจอกว่า ทาง สนง. มีนโยบาย ให้สตรีมุสลิม หากประสงค์จะถ่ายภาพทำบัตร ปชช. จะต้องถอดหิญาบหรือ – ”
         -มุสลิมไทยดอทคอม ๒๖ ม.ค. ๕๔ ผู้ประกอบการฮัจย์ไล่บี้ กรมศาสนา คายเงินค้ำประกันฮุจญาตปี ๕๓ “ …. ลือสะพัด ว่าฮัจย์ปีนี้ ทางกรมศาสนาจะ เรียกเก็บเงินประกัน เพิ่มจาก ๑๒,๕๐๐ บาท/คน เป็น ๕๐,๐๐๐บาท/คน เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ แหล่งข่าวเผยกับผู้สื่อข่าวมุสลิมไทยว่า มีการปล่อยข่าวลือตั้งแต่ ช่วงทำฮัจย์ โดยนาย อ. คนภายในกรมศาสนา โดยมีพฤติกรรมคล้ายๆกับการโยนหินถามทาง ทั้งนี้แหล่งข่าวคนดังกล่าว เผยว่าหากมีการเรียกเก็บเงินจำนวน ห้าหมืนบาทจริงๆ เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ซึ่งทางกรมต้องตอบคำถามว่า เก็บไปเพื่ออะไร และเก็บจากใคร (จากผู้ไปทำอัจย์หรือว่าผู้ประกอบการ) โดยหากคำนวณเบื้องต้น ๑๕,๐๐๐ คน x ๕๐,๐๐๐บาท โดยเงินดังกล่าวจำนวนกว่า ๗๕๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากมาย……”
         -thailandnewsdarussalam.com ๒๘ ม.ค.๕๔ เปิดแผลอิสลามศึกษากทม. ลดคาบสอน เรียนพิเศษไม่ต้องละหมาด เด็กต้องเรียนว่ายน้ำ ….. โดยเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคมที่ผ่านมา ทางของกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ นำโดย อ. ยะห์ยา ทองทา ที่ปรึกษา คุณอุมัร มะละกีมะ เลขาธิการ และคุณมูฮัมหมัด เหมศิริ ฝ่ายปฏิบัติการพิเศษของกลุ่มได้ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านลำต้นกล้วย ตรวจสอบหลังได้รับทราบว่าโรงเรียนดังกล่าวลดคาบเรียนอิสลามศึกษา และไม่เปิดสอนอิสลามศึกษาในระดับมัธยมอีกด้วย……. นอกจากนี้ทางทีมข่าวและคณะของกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติยังได้ลงพื้นที่ พูดคุยกับชาวบ้านบริเวณโรงเรียน ….. พบปัญหากับเรื่องของอิสลามศึกษาจำนวนมาก ทั้งในระดับพื้นที่ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ ...ซึ่งเดิมทีเดียวพื้นที่ดังกล่าวเป็นมุสลิมทั้งหมด แต่ผู้บริหารโรงเรียนที่ถูกส่งมาจากการโยกย้ายของส่วนกลาง ไม่ใช่มุสลิม จึงทำให้ไม่เข้าใจหลักการศาสนาที่แท้จริง ทำให้เกิดการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตมาเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติศาสนกิจของนักเรียนมุสลิม (www.thailandnewsdarussalam.com ๒๘ ม.ค.๕๔)

การซื้อใจมลายูอิสลามของรัฐ
         สถานการณ์ที่ดูเหมือนวิกฤติหนักขึ้น ทำให้หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานต้องเร่งซื้อใจมลายูอิสลามอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะศอ.บต. ซึ่งนอกจากจะกวาดต้อนบัณฑิตอาสาเข้าไปจับจองตำแหน่งในสำนักงาน แล้วยังประกาศรับนักกฏหมายมลายูเพื่อมลายูอีกด้วย ขณะที่ รัฐบาลก็ยืนยันการยกเลิกพ.ร.ก.ต่อไปไม่ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขนาดไหนก็ตาม
         - เล็งเลิก"ฉุกเฉินฯ" ใต้เพิ่ม "เทือก" เผยปี ๕๔ เตรียมเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในชายแดนใต้เพิ่มอีก ……วันนี้ (๒ ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มเติมในปี ๒๕๕๔ ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกเพิ่มเติมได้แน่นอน เพราะนายกรัฐมนตรี ต้องการที่จะทยอยยกเลิกพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อยู่แล้ว (เดลินิวส์ ๒ ม.ค.๕๔)
         - แกะรอยประชุมโอไอซี กับท่าทีข้องใจของรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม..... …….งานของคนอื่นผมไม่อยากก้าวก่าย แต่วันนี้ภาคใต้มีกี่กองร้อยไปคิดเอาเอง ไม่ต้องออกจากปากผม" นายถาวร กล่าว พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กระทบกับแนวทางทยอยยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าต่อไป (สถาบันอิศรา ๒๖ ม.ค.๕๔)
         - ศอ.บต.รับสมัครนักกฎหมายอิสลามประจำ ๕ จชต. ..... วันนี้ (๓๑ ม.ค.) นายภาณุ อุทัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ ศอ.บต. เปิดเผยว่าเพื่อประโยชน์และเป็นการส่งเสริมการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในสังคมมุสลิม ศอ.บต.ได้จัดโครงการจ้างนักกฎหมายอิสลาม ประจำสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และจังหวัดสงขลา) จังหวัดละ ๑ คน เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายอิสลามแก่ประชาชนที่มาขอรับบริการ
         คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้านกฎหมายอิสลามหรืออิสลามศึกษาหรือเทียบเท่า นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และจังหวัดสงขลา) มีความสามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี.......... (ผู้จัดการออนไลน์ ๓๑ ม.ค.๕๔.)

                                               ............................................